การสร้างโฆษณาแบบการมีส่วนร่วม 

โฆษณาแบบการมีส่วนร่วมหรือที่เรียกกันว่า Boost Post เป็นโฆษณารูปแบบหนึ่งในวัตถุประสงค์ทางการตลาดแบบการมีส่วนร่วม เป็นโฆษณาที่มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมให้กับตัวโพสต์ เช่น ทำให้โพสต์โฆษณาของเรามีคนเข้ามากดถูกใจ แสดงความคิดเห็น หรือกดแชร์ กดหัวใจ ว้าว ร้องไห้ และอื่นๆ พวกนี้เรียกว่าเป็น การมีส่วนร่วม หรือการมีส่วนร่วมกับโพสต์ของเรา โดยโฆษณาจะแสดงไปยังกลุ่มเป้าหมายที่มีพฤติกรรมชอบกดไลค์ กดแชร์ ดังนั้น ถ้ามีความต้องการให้โพสต์ใดในเพจมี การมีส่วนร่วม ก็ทำโฆษณาแบบ Boost Post ให้กับโพสต์นั้น โดยวิธีการทำโฆษณาแบบการมีส่วนร่วม สามารถทำได้ดังนี้

  1. เข้าไปที่ตัวจัดการโฆษณา คลิกปุ่ม “สร้าง”
  2. เลือกวัตถุประสงค์ทางการตลาดเป็น “การมีส่วนร่วม”
  3. ตั้งชื่อแคมเปญโฆษณาที่กำลังจะสร้างขึ้นใหม่ในช่อง Campaign Name แล้วเลือกวัตถุประสงค์ทางการตลาดเป็นการมีส่วนร่วมเสร็จแล้วให้คลิกปุ่ม “ดำเนินการต่อ” ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการสร้าง Campaign เข้าสู่การสร้างชุดโฆษณา
  4. เข้าสู่ขั้นตอนการสร้างชุดโฆษณาอย่างแรก คือ ตั้งชื่อให้กับชุดโฆษณา
  5. เลื่อนหน้าจอลงมาจะเจอกับส่วน Audience ซึ่งเป็นส่วนที่จะต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ระบบจะแสดงโฆษณาไปหา เป็นการกำหนดว่าใครบ้างที่จะเห็นโฆษณาของคุณ แต่ละคำสั่งมีรายละเอียดดังนี้

– กลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเอง : คือ กลุ่มเป้าหมายแบบที่เราสร้างขึ้นมา ไม่ได้เลือกจากที่ Facebook มีให้

– ตำแหน่งที่ตั้ง : เป็นการกำหนดพื้นที่ของกลุ่มเป้าหมายว่า เขาอาศัยอยู่ในพื้นที่ใด แน่นอนว่าให้ใส่เป็น Thailand ในกรณีที่ต้องการแสดงโฆษณาในประเทศไทย แต่ถ้าต้องการแสดงโฆษณาเฉพาะในกรุงเทพฯ ก็ให้ใส่เป็น Bangkok ได้

– อายุ  : ระบุช่วงอายุของกลุ่มเป้าหมาย

– เพศ : ระบุเพศของกลุ่มเป้าหมาย

– ภาษา : ระบุภาษาของกลุ่มเป้าหมาย โดยจะอิงจากภาษา Interface ที่ให้ Facebook สามารถระบุได้มากกว่า 1 ภาษา เช่น ใส่ไทยและอังกฤษพร้อมกันได้

– การกำหนดเป้าหมายแบบละเอียด : เป็นการระบุรายละเอียดของกลุ่มเป้าหมายตามลักษณะส่วนตัวของผู้ใช้งาน Facebook แต่ละคน ซึ่งจะประกอบด้วย 3 รูปแบบคือ

1.) ข้อมูลประชากร : ลักษณะเชิงลึกของกลุ่มเป้าหมาย เช่น การศึกษา, สถานะความเป็นผู้ปกครอง, อาชีพที่ทำ, สถานะความสัมพันธ์ แต่งงานหรือยังโสด เป็นต้น

2.) ความสนใจ : ความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย มีความสนใจเรื่องอะไร

3.) พฤติกรรม : พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย เช่น ชอบเดินทาง ชอบการบริจาคเงิน

ผู้ใช้สามารถพิมพ์ Keyword ที่เกี่ยวกับสินค้าที่ขายอยู่ได้ เช่น เป็นการทำโฆษณาของบริษัททัวร์ อาจจะใส่ความสนใจเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น Holiday, Travel โฆษณาก็จะแสดงไปยังคนที่มีความสนใจเหล่านี้ แต่ถ้าธุรกิจเป็นเรื่องอื่น ก็ให้พิมพ์ความสนใจด้านอื่นเข้าไปแทน

ถ้าไม่ทราบว่าจะใส่ความสนใจเป็น Keyword อะไร ผู้ใช้สามารถคลิกที่ เลือกดู แล้วเลือกดูได้ตามหมวดหมู่เลย จะมีอันที่ระบบแนะนำเอาไว้เป็นแนวทางให้ เราเลือกได้ตามความเหมาะสม

ตัวอย่างเช่น คลิกที่ เลือกดู แล้วเลือก ความสนใจ (ความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย) ก็จะมีความสนใจด้านต่างๆ ขึ้นมาให้เราเลือกมากมายหลายอัน ลองเลือกอันที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา เช่น ถ้าธุรกิจของเราเกี่ยวกับเกมก็เลือก ความสนใจ เป็น Games

ลองมาดู พฤติกรรม (พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย) กันบ้าง การกำหนดพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย เป็นการกำหนดว่าจะให้โฆษณาแสดงไปยังคนที่มีพฤติกรรมแบบไหน เช่น มีพฤติกรรมชอบการท่องเที่ยว, ชอบเดินทาง, เป็นชาวต่างชาติ, ใช้อุปกรณ์มือถือเล่น Facebook และอีกมากมาย

ส่วนข้อมูลประชากร (ลักษณะเชิงลึกของกลุ่มเป้าหมาย) เช่น การศึกษา, งาน, สถานภาพ, พ่อแม่ และอื่นๆ

– การเชื่อมต่อ : เป็นการตั้งค่าว่ากลุ่มเป้าหมายที่จะเห็นโฆษณา คือ คนที่มีการเชื่อมต่อกับเราในลักษณะใด การเชื่อมต่อก็คือ การเชื่อมต่อกับเพจ, แอพพลิเคชั่น และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเพจของเรา การเชื่อมต่อแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1.) เพจ Facebook : กลุ่มเป้าหมายที่มีการเชื่อมต่อกับเพจของเรา เช่น คนที่กดไลค์เพจของเรา เพื่อนของคนที่กดไลค์เพจของเรา และคนที่ไม่ได้กดไลค์เพจของเรา ถ้าเราเลือกการเชื่อมต่อเป็น คนที่ถูกใจเพจของคุณ  ระบบก็จะแสดงโฆษณาไปยังคนที่กดไลค์เพื่อติดตามเพจของเราเท่านั้น

2.) แอพ : กลุ่มเป้าหมายที่มีการเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นของเรา เช่น คนที่เคยเปิดเข้ามาใช้แอพพลิเคชั่นที่เราสร้างเอาไว้ หรือเพื่อนของคนที่เคยใช้แอพพลิเคชั่นของเรา และคนที่ไม่เคยใช้แอพพลิเคชั่นของเรา

3.) งานกิจกรรม : กลุ่มเป้าหมายที่มีการเชื่อมต่อกับกิจกรรมของเรา เช่น คนที่เคยเข้ามาร่วมกิจกรรมที่เราสร้างขึ้น เพื่อนของคนที่เคยร่วมกิจกรรมของเรา และคนที่ไม่เคยร่วมกิจกรรมของเรา

ทั้ง Custom Audiences. ตำแหน่งที่ตั้ง, อายุ , เพศ, Languages, Detailed Targeting, การเชื่อมต่อ ทั้งหมดนี้เป็นการกำหนดกลุ่มเป้าหมายของโฆษณา เป็นการระบุว่าใครบ้างที่จะได้เห็นโฆษณาของเรา ถ้าระบุแต่ละหัวข้อได้ละเอียดเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น แต่ข้อควรรู้ คือ ไม่จำเป็นต้องกำหนดค่าในทุกอันก็ได้ บางอันสามารถเว้นไว้ได้ เช่น โดยปกติแล้วจะเว้นว่างในส่วน การเชื่อมต่อ เอาไว้ และในหลายครั้งก็ไม่ได้ระบุค่าแบบ พฤติกรรม และ ข้อมูลประชากร ลงไปเลย ใช้แค่ ความสนใจ อย่างเดียว

  1. เมื่อระบุกลุ่มเป้าหมายในแต่ละเรื่องจนครบทั้งหมดแล้ว ในแถบด้านขวามือจะมีการประเมินปริมาณของกลุ่มเป้าหมายว่าที่เราระบุค่าไปทั้งหมดนั้น จะมีกลุ่มเป้าหมายที่มีลักษณะตรงกับที่เราระบุเอาไว้ประมาณกี่คน จากตัวอย่างนี้พบว่ามีประมาณ 28,000,000 คน ที่มีลักษณะตรงกับที่เรากำหนดค่าเอาไว้
  2. ขั้นตอนถัดไป หลังจากกำหนดกลุ่มเป้าหมายของโฆษณาเรียบร้อยแล้วก็คือ การเลือก Placement หรือตำแหน่งที่จะแสดงโฆษณา ซึ่งจะมี 2 ตัวเลือก คือ

– ตำแหน่งการจัดวางอัตโนมัติ : ถ้าเลือกอันนี้ระบบจะเลือกตำแหน่งโฆษณาให้เราอัตโนมัติระบบจะแสดงโฆษณาในตำแหน่งที่ประเมินว่าโฆษณาน่าจะได้ผลลัพธ์ดีที่สุด

– แก้ไขตำแหน่งการจัดวาง : เป็นการกำหนดตำแหน่งของโฆษณาด้วยตัวเอง อยากให้โฆษณาแสดงที่ตำแหน่งใดบ้าง เราสามารถเลือกได้ตามที่ต้องการ แนะนำให้เลือกอันนี้

  1. ให้ผู้ใช้เลือกแบบแก้ไขตำแหน่งการจัดวาง เพื่อกำหนดตำแหน่งของโฆษณาด้วยตัวเอง โดยการคลิกเลือก Placement ที่เราต้องการแสดงโฆษณา และไม่คลิกเลือกใน Placement ที่ไม่ให้โฆษณาแสดง เช่น ในการจะเลือกให้โฆษณาแสดงเฉพาะในตำแหน่ง Facebook Feeds กับ Instant Articles เท่านั้น ส่วนตำแหน่งอื่นๆ จะไม่คลิกเลือก และอีกเรื่องที่จะแนะนำ คือ ให้คลิกเอาตำแหน่งโฆษณาใน Instagram ออกก่อนทั้ง Feeds และ Stories
  2. ขั้นต่อไปคือ การกำหนดงบประมาณ วันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของโฆษณา

– งบประมาณ : ให้ระบุงบประมาณในการทำโฆษณา โฆษณาจะมีงบระบุไว้ 2 รูปแบบ คือ

1.) งบประมาณต่อวัน: คือ การระบุงบประมาณรายวัน

2.) งบประมาณตลอดอายุการใช้งาน: คือ การกำหนดงบประมาณแบบทั้งก้อน (งบประมาณรวมตั้งแต่วันเริ่มต้นจนถึงวันสิ้นสุด) แล้วระบบของ Facebook จะเฉลี่ยใช้เงินทั้งหมดให้พอดีกับระยะเวลาที่เรากำหนดเอง

– กำหนดเวลา : เป็นการระบุวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของโฆษณา ซึ่งมีให้เลือก 2 แบบ คือ

1.) ใช้งานชุดโฆษณาของฉันอย่างต่อเนื่องโดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ : ถ้าเลือกแบบนี้โฆษณาจะเริ่มทำงานทันทีเมื่อเราสร้างแคมเปญโฆษณาเสร็จ และจะทำงานไปเรื่อย ๆจนกว่าจะหยุดหรือลบโฆษณา

2.) กำหนดวันที่เริ่มต้นและสิ้นสุด : ถ้าเลือกแบบนี้โฆษณาจะไม่ทำงานในทันที แต่จะเป็นการตั้งเวลาล่วงหน้าว่าจะให้โฆษณาเริ่มทำงานเมื่อไร และตั้งเวลาที่โฆษณาจะหยุดทำงานล่วงหน้าได้ด้วย เป็นการกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของโฆษณา

ตัวอย่างกำหนดงบประมาณรายวัน วันละ 500 บาท และ กำหนดเวลา เป็น Set a start date and end date โดยกำหนดวันเริ่มต้นเป็น 10 มิถุนายน 2019 วันสิ้นสุด คือ 10 กรกฎาคม 2019

  1. คำสั่ง กำหนดเวลา จะมีลิงค์ที่เขียนว่า Show โฆษณา vanced Options ให้คลิกเพื่อขยายออกมา จะพบกับการตั้งค่าในระดับ โฆษณา vanced ที่ทำให้สามารถตั้งค่าโฆษณาได้ดียิ่งขึ้น ส่วนต่อไปจะเป็นเชิงลึกซึ่งจะทำหรือไม่ทำก็ได้

เมื่อคลิกที่ Show โฆษณา vanced Options แล้วจะพบกับการตั้งค่าเชิงลึกดังต่อไปนี้

การปรับการนำส่งโฆษณาให้เหมาะสม: กลุ่มเป้าหมายที่เลือกสามารถที่จะแบ่งตามลักษณะพฤติกรรมของการใช้ Facebook ได้อีก และการตั้งค่านี้จะเป็นการกำหนดว่าจะให้โฆษณาแสดงไปยังผู้ใช้ที่มีพฤติกรรมแบบใด เช่น คนชอบมีส่วนร่วมกับเพจ หรือคนชอบดูเฉยๆ เราสามารถเลือกได้ สำหรับการทำโฆษณา ใน วัตถุประสงค์ทางการตลาด แบบ การมีส่วนร่วม ตัวเลือกนี้แนะนำให้ผู้ใช้เลิอกเป็น การมีส่วนร่วมซึ่งระบบจะแสดงโฆษณาไปยังกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมคลิ ไลค์, แชร์, Comment ซึ่งก็คือ คนที่น่าจะมี การมีส่วนร่วม กับ โฆษณามากที่สุดนั่นเอง

กลยุทธ์การประมูล : ในปัจจุบันไม่มีทางเลืแกเพราะจะเป็น Lowest cost มาตั้งแต่ต้น แต่ผู้ใช้สามารถกำหนด Bid cap ได้คือ การกำหนดราคาประมูลสูงสุดของโฆษณา เช่น ในตัวอย่างกำหนดไว้ที่ 5 บาท ระบบก็จะไม่ประมูลเกินกว่า 5 บาทต่อ 1การมีส่วนร่วม

เกณฑ์การเรียกเก็บเงินจากคุณ : เป็นการกำหนดว่าจะให้ระบบคิดเงินค่าโฆษณาในรูปแบบไหน ซ฿งตอนนี้จะมีให้เลือกเพียงแบบเดียว คือ อิมเพรสชัน คือ คิดเงินเมื่อโฆษณาแสดง

การกำหนดเวลาโฆษณา : เป็นการตั้งค่าว่าจะให้โฆษณาแสดงในช่วงเวลาใดของวันบ้าง

1.) แสดงโฆษณาตลอดเวลา: โฆษณาจะแสดงตลอดเวลาของวัน

2.) แสดงโฆษณาตามเวลาที่กำหนด : เป็นการตั้งค่าให้โฆษณาแสดงเฉพาะบางเวลาและบางวัน เช่น แสดงเฉพาะบ่าย 3 ถึง 3 ทุ่ม เฉพาะวันจันทร์ถึงวันศุกร์ จะเลือกการตั้งค่าแบบนี้ได้ จะต้องเลือกรูปแบบของงบประมาณเป็นแบบ ตลอดอายุการใช้งาน เท่านั้น ถ้าเป็น ต่อวัน จะถูกบังคับให้เลือก แสดงโฆษณาตลอดเวลา เท่านั้น

– ประเภทการนำส่ง : หัวข้อนี้จะตั้งค่าว่าโฆษณาจะมีรูปแบบการแสดงแบบกระจายทั้งวันหรือเร่งให้หมดตั้งแต่แรก

1.) มาตรฐาน : โฆษณาพยายามประหยัดเงินเพื่อให้มีงบประมาณเหลือพอที่จะทำงานได้ตลอดทั้งวัน (แนะนำให้เลือกอันนี้)

2.) เร่งความเร็ว : เป็นการตั้งค่าแบบเร่ง คือ โฆษณาจะไม่ประหยัดเงินและจะแสดงแบบไม่ประหยัดงบ คือ ใช้เงินไปจนกว่าจะหมด ซึ่งอาจจะทำให้งบประมาณหมดตั้งแต่ช่วงแรกก็ได้

  1. เมื่อกำหนดการตั้งค่าของชุดโฆษณาทั้งหมดแล้วให้คลิกปุ่ม ดำเนินการต่อ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการสร้างโฆษณาต่อไป
  2. หลังจากสร้าง Campaign กับ ชุดโฆษณา จนเสร็จสิ้นแล้ว ก็จะเข้ามาสู่ขั้นตอนการสร้าง โฆษณา หรือโพสต์โฆษณาที่เราจะแสดงไปยังกลุ่มเป้าหมายของเรานั่นเอง ให้คลิกที่ ใช้โพสต์ที่มีอยู่แล้ว แล้วเลือกเพจ Facebook ที่ต้องการทำโฆษณา
  3. ในส่วน ชิ้นงานโฆษณา ให้เลือกโพสต์ที่ต้องการใช้ทำโฆษณา ระบบจะเอาโพสต์ต่างๆ ที่อยู่ในเพจมาให้เลือกว่าจะเอาโพสต์ไหนทำเป็นโฆษณา หมายความว่าจะต้องโพสต์ไว้ในเพจก่อนหน้าที่จะสร้างแคมเปญโฆษณา แต่สามารถที่จะสร้างโพสต์ขึ้นมาใหม่สำหรับใช้เป็นโฆษณาได้โดยเฉพาะเช่นกัน ด้วยการกดปุ่ม +
  4. เมื่อเลือกโพสต์ที่จะใช้ทำโฆษณาแล้ว ในแถบด้านขวามือจะมีส่วน Preview ที่จะแสดงตัวอย่างของโฆษณา ให้สามารถตรวจเช็คความเรียบร้อยและดูตัวอย่างว่าโฆษณาที่ปล่อยไปนั้นมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร

ผู้ใช้ยังสามารถคลิกปุ่ม Drop down ด้านบนเพื่อเปลี่ยนมุมมองของโฆษณาได้ว่า ถ้าโฆษณาไปอยู่ในตำแหน่งอื่นๆ จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ในตอนแรกสุดระบบจะแสดงตัวอย่างโฆษณาโดยใช้ตำแหน่งฟีดข่าวบนมือถือเป็นตัวโชว์ แต่สามารถเปลี่ยนไปดูตำแหน่งอื่นที่อยากเห็นได้เช่นกัน

  1. เมื่อดูตัวอย่างเรียบร้อยแล้ว และคิดว่าไม่มีอะไรที่ต้องการปรับเปลี่ยนแล้ว ให้คลิกปุ่ม ยืนยัน เพื่อสร้างแคมเปญโฆษณาขึ้นมา ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการสร้างโฆษณาแบบ Boost Post จะเห็นว่ามีขั้นตอนที่เยอะและไม่ง่ายเลย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!